โดย อ.วรชาติ มีชูบท

บทความปัจจุบัน | บทความย้อนหลัง : ตอนที่ - ๒๐ | ๒๑ - ๔๐ | ๔๑ - ๖๐ | ๖๑ - ๘๐ | ๘๑ - ๑๐๐ | ๑๐๑ - ๑๒๐ | ๑๒๑ - ๑๔๐ |

| ๑๔๐ - ๑๖๐ | ๑๖๑ - ๑๘๐ | ๑๘๑ - ๒๐๐ | ๒๐๑ - ๒๒๐ | ๒๒๑ - ๒๔๐ | ๒๔๑ - ๒๖๐ |

ก่อนหน้า  |  ๓๑  |  ๓๒  |  ๓๓  |  ๓๔  |  ๓๕  |  ๓๖  |  ๓๗  |  ๓๘  |  ๓๙  |  ๔๐  |  ถัดไป  |

 

๓๓. สยามกับสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ตอนที่ ๓)

 

 

แผนที่แสดงสถานะของประเทศต่าง ๆ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับธงชาติของประเทศสัมพันธมิตร

 

 

          กองทหารอาสาได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๑ และเมื่อเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศสก็ได้แยกย้ายกันไปฝึกหัด โดยกองบินทหารบกนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดส่งนายแพทย์มาตรวจร่างกายนายและพลทหารทั้งหมด มีผู้ผ่านการตรวจร่างกายได้เข้ารับการฝึกหัดเป็นศิษย์การบินจำนวน ๑๐๖ นาย และสามารถผ่านการฝึกหัดได้รับประกาศนียบัตรเป็นนักบินถึง ๙๕ คน ส่วนนายและพลทหารที่ไม่ผ่านการตรวจร่างกายจำนวน ๒๒๕ นายนั้น ก็ได้เข้ารับการฝึกหัดเป็นช่างเครื่องยนต์ แล้วนักบินได้ไปประจำในกองรบเพื่อฝึกหัดการต่อสู้ทางอากาศ ทั้งการยิงปืนรบในอากาศและจากอากาศสู่ภาคพื้น การฝึกทิ้งลูกระเบิดสู่เป้าหมาย ส่วนนายทหารที่ฝึกหัดเป็นช่างอากาศก็ได้ติดตามไปศึกษาและฝึกหัดการบำรุงรักษาอากาศยานพร้อมกับนักบินนั้นด้วย

 

          เนื่องจากการฝึกบินและบำรุงรักษาอากาศยานนั้นต้องใช้เวลาฝึกหัดและเสริมสร้างความชำนาญเป็นเวลานาน จึงปรากฏว่าในระหว่างที่นายทหารในกองบินทหารบกกำลังฝึกหัดกันอยู่นั้น ถึงวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ซึ่งตรงกับวันฉัตรมงคลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เยอรมันได้ประกาศขอสงบศึกลง แต่ในระหว่างที่กำลังเจรจาสงบศึกกันนั้นทางราชการก็ได้มีคำสั่งให้กองบินทหารบกคงทำการฝึกหัดต่อไป จนการเจรจาสงบศึกยุติลงเป็นอันว่าสงครามได้สงบลงโดยสมบูรณ์แล้ว จึงได้มีพระบรมราชโองการให้เลิกกองทูตทหาร และให้นายพลตรี พระยาพิชัยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) [] หัวหน้ากองทูตทหารหรือแม่ทัพใหญ่ฝ่ายไทยในสมรภูมิทวีปยุโรปนำกำลังพลในกองบินทหารบกเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ แต่นายพันเอก พระเฉลิมอากาศ (สุณี สุวรรณประทีป) [] ผู้บังคับกองบินทหารบกได้จัดให้นักบินและช่างเครื่องยนต์จำนวนหนึ่งคงฝึกหัดและเล่าเรียนวิชาเพิ่มเติมสำหรับกลับมาเป็นครูในราชการของกองบินทหารบกสยามต่อไป

 

          ส่วนกองทหารบกรถยนต์ในบังคับนายพันตรี หลวงรามฤทธิรงค์ (ต๋อย หัสดิเสวี) [] ผู้บังคับกองทหารบกรถยนต์นั้น เมื่อเดินทางถึงฝรั่งเศสแล้วรัฐบาลฝรั่งเศสได้จัดการฝึกหัดขับรถยนต์และบำรุงรักษารถยนต์ รวมตลอดทั้งการฝึกวิชาทหารราบซึ่งรวมถึงการใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นพื้นฐานของทหาร มีนายและพลทหารในกองทหารบกรถยนต์สอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการขับขี่รถยนต์เป็นจำนวนถึงร้อยละ ๙๕ ของกำลังพล ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการฝึกหัดนั้นก็ได้จัดให้เป็นผู้ช่วยพลรบ

 

 

ตราครัวเดอแกรซ์ (Croix de Guerre) สงครามโลกครั้งที่ ๑

 

 

          เมื่อกองทหารบกรถยนต์เสร็จการฝึกหัดแล้ว ได้เข้าสู่สมรภูมิและได้แสดงความสามารถและความกล้าหาญให้เป็นที่ประจักษ์แก่นายทหารฝรั่งเศส ดังได้เล่าต่อๆกันมาว่า เมื่อทหารไทยได้รับมอบหมายให้ลำเลียงพล สัมภาระและเสบียงเข้าสู่แนวหน้า และต้องรุกเข้าไปในแนวกระสุนของทั้งสองฝ่าย ข้างฝ่ายทหารฝรั่งเศสนั้นพอได้ยินเสียงปืนดังเข้าก็เริ่มระมัดระวังตัวกันทีเดียว แต่ทหารไทยหาได้เกรงกลัวภยันตรายใดๆ คงขับรถที่สุดแสนจะโปเกนั้นเรื่อยไป จนสามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลสำเร็จหลายครั้งหลายหน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้มอบเหรียญกล้าหาญที่ชื่อ "ครัวซ์ เดอะ แกรร์" (Croix de Guerre) ประดับที่ยอดธงไชยเฉลิมพลเป็นเกียรติยศแก่กองทหารบกรถยนต์และกองทัพไทยอีกด้วย

 

          ส่วนกองพยาบาลทหารบกที่โปรดให้ออกไปในงานพระราชสงครามพร้อมด้วยกองบินทหารบกและกองทหารบกรถยนต์นั้น นอกจากจะได้ติดตามกองทหารเข้าร่วมปฏิบัติการในสนามรบ ได้เรียนรู้การปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาลในสนาม และจัดทำรายงานระเบียบปฏิบัติของกองพยาบาลทหารฝรั่งเศสส่งกลับเข้ามากรุงเทพฯ แล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้นักเรียนไทยที่กำลังศึกษาวิชาแพทย์อยู่ ณ ทวีปยุโรปเข้าร่วมสมทบในกองพยาบาลทหารบกเพื่อเรียนรู้และฝึกหัดการปฏิบัติงานภาคสนามอีกด้วย

 

          อนึ่ง ในระหว่างที่กองทหารไทยคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแผ่นดินฝรั่งเศสและราชศัตรูนั้น นอกจากนายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์จะได้จัดการรวบรวมระเบียบข้อบังคับของกองทัพฝรั่งเศสส่งกลับเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกศึกษาของกองทัพบกสยามตามพระบัญชาของนายพลเอก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบกแล้ว นายพลตรี พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ บังได้เจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสจนเป็นที่ยอมรับกันว่า กองทหารไทยเป็นกองพลอิสระมิใช่กองพลอินโดจีนของฝรั่งเศส จึงต้องได้รับการปฏิบัติเสมอกับนายทหารฝรั่งเศสมิใช่พวกเมืองขึ้น และเมื่อฝรั่งเศสวางข้อกำหนดให้ทหารไทยขึ้นศาลทหารฝรั่งเศส พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ก็สามารถเจรจาจนฝรั่งเศสยินยอมให้ตั้งศาลทหารไทยขึ้นในดินแดนฝรั่งเศส จึงนับได้ว่า การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้เริ่มขึ้นแล้วในยุโรปเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการใช้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตในแผ่นดินไทย

 

          ผลที่ประเทศสยามได้รับจากการตัดสินพระราชหฤทัยเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในการพระราชสงคราม ณ ทวีปยุโรปครั้งนี้ นอกจากจะได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ส่งนายนาวาตรี หลวงหาญสมุท (บุญมี พันธุมนาวิน) [] ไปฝึกหัดปฏิบัติการในเรือใต้น้ำของกองทัพเรืออังกฤษแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสยังได้ช่วยฝึกหัดนายทหารไทยให้มีความรู้ความสามารถโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการฝึกหัดแต่อย่างใดทั้งสิ้นแล้ว ยังทำให้บรรดาสนธิสัญญาทั้งหลายที่ประเทศสยามได้ตกลงกันไว้กับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการีต้องเป็นอันสิ้นสุดลงในทันทีนับแต่วันประกาศสงคราม คือ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ นอกจากนั้นรัฐบาลสยามยังได้ยึดทรัพย์สินและเรือสินค้าของเยอรมันที่จอดเทียบท่าอยู่ในดินแดนสยามเข้าเป็นราชพัทยาทั้งสิ้น

 

          แม้กระนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีเยอรมนียังได้กล่าวถึงที่สยามประกาศสงครามกับเยอรมันในที่ประชุมรัฐสภาว่า ไม่มีเหตุผลอันสมควรแต่ประการใดเลยที่ไทยจะประกาศสงคราม แต่หากถูกอังกฤษและฝรั่งเศสบีบบังคับให้ทำ และการกระทำของไทยจะไม่ทำให้เยอรมนีเสียหายแต่ประการใดได้ ในส่วนของประชาชนชาวเยอรมนีเองนั้น โดยมากก็เชื่อตามคำของรัฐบาลเยอรมนีว่า เราถูกประเทศสัมพันธมิตรบีบคั้นให้ประกาศสงคราม แต่มีความรู้สึกผิดกับรัฐบาลเยอรมนีที่ไม่โกรธเคืองเราเลย ถือเสียว่าเราเป็นชาติเล็กไม่มีกำลัง เมื่อถูกบีบคั้นและไม่มีใครช่วยแล้ว จะไปต่อสู้อย่างไรได้ นอกจากนั้นเยอรมันยังดูแลนักเรียนไทยที่ตกเป็นชนชาติศัตรูเป็นอย่างดี โดยนำตัวไปควบคุมไว้กับนายทหารสัญญาบัตรที่ตกเป็นเชลยสงครามที่เซลส์สลอฟ (Celle-Schloss) ซึ่งเป็นพระราชวังโบราณของพระเจ้าไกเซอร์ ทั้งยังอนุญาตให้ครูเข้าไปสอนภาษาเยอรมัน และเรียนหนังสือภาษาฝรั่งเศสกับเชลยศึกชาวฝรั่งเศสอีกด้วย

 

 

กองทหารบกรถยนต์ร่วมสวนสนามฉลองชัยชนะที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒

 

 

          อนึ่ง ผลของการเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในครั้งนี้ นอกจากกองทหารบกรถยนต์จะได้ส่งผู้แทนไปร่วมสวนสนามอวดธงไตรรงค์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และกรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยมแล้ว ยังได้ใช้โอกาสที่เป็นคู่สงครามนี้เจรจายกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับชาติสัมพันธมิตรและชาติอื่นๆ จนสำเร็จสมบูรณ์ในตอนต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนั้นเมื่อสงครามสงบลงมีเครื่องบินรบของฝรั่งเศสเหลือใช้อยู่เป็นจำนวนมาก ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้นายพันเอก พระเฉลิมอากาศ กว้านซื้อเครื่องบินที่ยังคงมีสภาพดีจำนวนหนึ่งส่งกลับเข้ามากรุงเทพฯ จนสามารถตั้งกรมอากาศยานทหารบกขึ้นได้สำเร็จในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ และได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความก้าวหน้าของกองบินทหารบกที่ดอนเมือง เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๔

 

          นับได้ว่าการที่ทรงตัดสินพระราชหฤทัยละทิ้งความเป็นกลาง และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น ประเทศสยามมีแต่ได้กำไร ดังมีพยานปรากฏในกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวคราวพระราชทานเลี้ยงฉลองวันเสมอภาคของกรุงสยาม เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า

 

 

          "...เราได้พยายามที่จะตั้งบ้านเมืองของเราให้มั่นคงขึ้นไปเปนเวลาช้านาน ถ้าจะพูดถึงแต่เพียงเมื่อครั้งตั้งเปนกรุงรัตนโกสินทร์แล้วนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลต้นๆ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ๓ พระองค์นั้น ได้ทรงพยายามที่จะรวบรวมบ้านเมืองไทยให้เปนปึกแผ่นต่อสู้กับสัตรูข้างเคียงของเราตามคติแผนโบราณ และก็ได้เปนผลสำเร็จตลอดมา

 

          ครั้นต่อมามีภัยอื่นเปนของใหม่ใกล้เข้ามา คือภัยอันอาจจะเกิดขึ้นได้จากความ สัมพันธ์กับพวกฝรั่งหากเรากลับตัวไม่ทัน ภัยอันนั้นประเทศที่ใกล้เคียงของเราไม่สามารถที่จะต่อสู้ได้ต้องพ่ายแพ้ไป กลับกลายไปเปนเมืองขึ้นของประเทศทางฝ่ายยุโรปต่างๆ โดย รอบข้าง มีเฉภาะแต่ประเทศสยามเราแห่งเดียวที่สามารถรักษาตนมาได้ ทั้งนี้ต้องนับว่าเปนไปด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในอดีตกาล ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปนต้นมา ในสมัยนั้นเปนเวลาที่ฝรั่งเข้ามาในเมืองไทยมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเห็นสิ่งสำคัญว่า ในการที่เราจะรักษาอิศรภาพของเรานั้น จำจะต้องเรียนให้รู้วิชาของพวกฝรั่งเหล่านั้น แล้วและแก้ไขการปกครองของบ้านเมืองให้ทันเขา นั่นเปนวิธีเดียวที่จะรักษาอิศรภาพไว้ได้ ด้วยเหตุนั้นจึ่งได้ทรงพระราชอุสาหะเล่าเรียนภาษาฝรั่งขึ้น ต่อมาเมื่อได้เสวยราชสมบัติแล้ว ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสของพระองค์ท่านทุกพระองค์ได้ทรงเล่าเรียนภาษาต่างประเทศ พระบรมราโชบายอันนี้มีผลใหญ่หลวงที่สุดอันหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนเปนสิ่งเล็กน้อย แต่นั่นเองทำให้เราทรงฐานะอยู่ได้จนบัดนี้ ในรัชสมัยของพระองค์ท่านความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับชาวยุโรปได้ทวีมากขึ้นตามลำดับ และได้ทรงเปิดโอกาศให้ชาวยุโรปได้เข้ามาทำมาค้าขายในประเทศสยามโดยสดวก

 

          ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงดำเนินพระบรมราโชบายอันนั้นต่อมาด้วยพระปรีชาญาณอันยอดเยี่ยมหาที่เปรียบมิได้ นับว่าเปนเคราะห์ดีที่สุดของประเทศสยาม ที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระปรีชาญาณ และน้ำพระราชหฤทัยอันสุจริตต่อบ้านเมืองเปนอย่างเอก จะหาเทียมมิได้ ข้าพเจ้าไม่จำต้องกล่าวว่า ในรัชสมัยของพระองค์บ้านเมืองได้เจริญขึ้นเพียงใด เพราะย่อมทราบอยู่ด้วยกันแล้ว

 

          ครั้นภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงดำเนินราโชบายนั้นต่อมาได้ทรงพระราชดำริห์แก้ไขและเพิ่มเติมพระราชกำหนดกฎหมายให้เหมาะกับกาลสมัยเปนลำดับมา

 

          ครั้นเมื่อประสบโอกาสเหมาะ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการเจรจากับต่างประเทศเพื่อแก้ไขสัญญาใหม่ให้ประเทศสยามได้อิศรภาพบริบูรณ์ในทางศุลกากรและให้เลิกศาลกงสุลทุกประเทศ พระบรมราโชบายนั้นเปนผลสำเร็จอย่างงดงามที่สุด เพราะเราสามารถทำสัญญากับต่างประเทศเหล่านั้นได้ใหม่หมด ด้วยความปรองดองอย่างดีและโดยมิต้องมีสิ่งใดแลกเปลี่ยนเลย น่าเสียดายอย่างยิ่งที่การเจรจาแก้สัญญานั้นหาได้สำเร็จหมดทุกประเทศในรัชสมัยของพระองค์ไม่ แต่ก็ได้จัดทำไปเปนส่วนมากแล้ว ถึงสัญญาที่ทำต่อมาภายหลังก็ดำเนินไปตามพระบรมราโชบายของพระองค์ท่านนั้นเอง แต่หากเสด็จสวรรคตเสียก่อนมิได้ลงพระบรมนามาภิธัยทุกฉบับ ผลสำเร็จที่สุดจึ่งมาตกในรัชสมัยของข้าพเจ้า..."  [] 

 

 

 


 

[ ]  ต่อมาได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็น พลเอก พระยาเทพหัสดิน

[ ]  ต่อมาได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็น พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ

[ ]  ต่อมาได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็น นายพันโท พระอาสาสงคราม

[ ]  ต่อมาได้รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็น นายพลเรือตรี พระยาหาญกลางสมุท

[ ]  "พระราชดำรัสในการพระราชทานเลี้ยงฉลองวันเสมอภาคของกรุงสยาม วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙", ราชกิจจานุเบกษา ๔๔ (๑๐ เมษายน ๒๔๗๐), หน้า ๘๖ - ๙๑.

 

 

 

ก่อนหน้า  |  ๓๑  |  ๓๒  |  ๓๓  |  ๓๔  |  ๓๕  |  ๓๖  |  ๓๗  |  ๓๘  |  ๓๙  |  ๔๐  |  ถัดไป  |

บทความปัจจุบัน | บทความย้อนหลัง : ตอนที่ - ๒๐ | ๒๑ - ๔๐ | ๔๑ - ๖๐ | ๖๑ - ๘๐ | ๘๑ - ๑๐๐ | ๑๐๑ - ๑๒๐ | ๑๒๑ - ๑๔๐ |

| ๑๔๐ - ๑๖๐ | ๑๖๑ - ๑๘๐ | ๑๘๑ - ๒๐๐ | ๒๐๑ - ๒๒๐ | ๒๒๑ - ๒๔๐ | ๒๔๑ - ๒๖๐ |