โดย อ.วรชาติ มีชูบท

บทความปัจจุบัน | บทความย้อนหลัง : ตอนที่ ๑ - ๒๐ | ๒๑ - ๔๐ | ๔๑ - ๖๐ | ๑ - | ๑ - ๑๐ | ๐๑ - ๑๒ | ๒๑ - ๑๔ |

| ๑๔๑ - ๑๖ | ๖๐ - ๑๘ | ๘๑ - ๒๐๐ | ๒๐๑ - ๒๒ | ๒๒๑ - ๒๔ | ๒๔๑ - ๒๖๐ |

ก่อนหน้า  |  ๒๑  |  ๒๒  |  ๒๓  |  ๒๔  |  ๒๕  |  ๒๖  |  ๒๗  |  ๒๘  |  ๒๙  |  ๓๐  |  ถัดไป  |

 

๒๗. พระราชบันทึกเรื่องการจัดการศึกษา
ในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง

 

พระราชบันทึกภาษาอังกฤษที่หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล

พบในโต๊ะทำงานของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)

 

 

          เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้เขียนได้เดินทางขึ้นไปจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ และได้แวะไปถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประดิษฐานอยู่โรงเรียนใหญ่ของจังหวัดนั้น สิ่งแรกที่สะดุดตาผู้เขียนจนต้องนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ คือ แนวพระราชดำริทางการศึกษาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการอัญเชิญลายพระราชหัตถ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาจารึกลงไว้ในแผ่นหินอ่อนประดิษฐานไว้ที่หน้าอาคารเก่าแก่ของสถาบันการศึกษานั้น เห็นลายพระราชหัตถ์นั้นแล้วก็เกิดสะดุดตามขึ้นมาในทันทีทันใด เพราะจำได้ว่าเคยได้ยินท่านหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล อดีตรองประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่เจ้าพระเสด็จสุดรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) อดีตเสนาบดีกระทรวงธรรมการบิดาของท่านผู้เล่าถึงอสัญกรรมไปแล้ว วันหนึ่งท่านผู้เล่าได้ไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานของท่านอดีตเสนาบดีและได้พบพระราชบันทึกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงไว้ด้วยลายพระราชหัตถ์เป็นภาษาอังกฤษรวม ๔ หน้า เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ท่านผู้เล่าจึงได้เก็บรักษาพระราชบันทึกนั้นไว้ในโต๊ะทำงานของท่านเจ้าคุณบิดาตามเดิม จนท่านผู้เล่าซึ่งได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาและกลับมารับราชการในกระทรวงศึกษาธิการ จนได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกกรรมการอำนวยการวชิราวุธวิทยาลัยแล้ว ท่านผู้เล่าจึงได้คัดลอกและแปลเนื้อความในพระราชบันทึกนั้นเป็นภาษาไทยมอบให้พระยาภะรตราชา (ม.ล.ทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัยในเวลานั้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดอบรมนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัยให้เป็นไปตามแนวพระบรมราโชบายที่พระราชทานไว้

 

          พระราชบันทึกภาษาอังกฤษที่หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ค้นพบจากโต๊ะทำงานของท่านเจ้าคุณบิดานั้น มีเนื้อความดังนี้

 

 

NOTE

 

          I recommend this article to the notice of the Minister of Education and the UnderSecretary. I have marked certain passage in red, because some of them impress me, and others state very clearly what I have felt all along.

 

          All systems and rules and syllabus are really so much waste paper, and worse still _ waste of time, if they do not succeed in producing the sort of citizens we want for our country. I do not say that what applies to England will equally apply to Siam. On the contrary it would be a very grave mistake to adopt English methods in tots without alteration, but the article may give one some few ideas.

 

          In the Royal Pages Colleges, what I want is not so much to turn out model boys, all of the same Standard, all brilliant “Madhayom” Scholars with thousands of marks each, as to turn out efficient young men, _ young men who will be physically and morally clean, and who will be looking forward keenly to take up whatever burden the future may lay upon them. _I do not want monument of learning who have passed all your exams with flying colours. I do not want a walking school books. What I want are just manly young men, honest, truthful, clean in habit and thoughts; and I would not break my heart about it if you told me that such or such a fellow writes with difficulty, can’t do compound fraction, or does not know any geometry, if I only knew that he has learnt enough at my school to know the difference between true manliness and effeminacy. I never want again to hear “clever” people complaining that "ปัญญาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด". At the Mahadlek College, what I want is that Education should mean the turning of a boy into a fine young man and a good citizen, not to crush out all individuality under the weight of Syllabus and System!_ and I want Education to be interesting to the boys, so that they would in later days be able to look back upon School life as something peculiarly pleasant to have passed through. My College is not to be compared to other schools, where the aim is different. If I had wanted just the ordinary kind of school, I would have founded a day school, not a boarding one.

 

          All this may all or may not be in accord with your scheme of Education _if it is, then I am glad; but if not, then please let me have a fair trial with my idea. Don’t try and make my Teachers “toe your line"; let them “toe” mine, because they are running in my  "sports", in which I am giving the "Cups".

 

 

V.R.

 

 

          ส่วนคำแปลเป็นภาษาไทยนั้น หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ได้แปลไว้ ดังนี้

 

 

บันทึก

 

          ข้าส่งข้อความนี้มาเพื่อให้เสนาบดีและปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการอ่าน ข้าได้ขีดเส้นแดงใต้ข้อความบางตอน คือ ตอนที่ถูกใจข้าและตอนที่แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องที่ข้ารู้สึกตลอดมา

 

          ระบบการศึกษาและกฎเกณฑ์ทั้งหลาย ตลอดจนหลักสูตรแท้จริงทำให้เปลืองกระดาษไปเปล่าๆ ยิ่งกว่านั้นคือ เปลืองเวลาด้วย ถ้าไม่ทำให้ประชาชนเป็นอย่างที่เราต้องการสำหรับประเทศของเราได้เป็นผลสำเร็จ ข้าไม่หมายความว่าอะไรดีสำหรับเมืองอังกฤษจะต้องดีสำหรับเมืองไทยด้วย ตรงกันข้าม ถ้าจะเอาวิธีการของคนอังกฤษมาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่มีการดัดแปลง ก็จะเป็นการผิดพลาดอย่างมหันต์ แต่บันทึกนี้อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความคิดอะไรบ้าง

 

          สำหรับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ข้าไม่เป็นห่วงการปั้นนักเรียน “ชั้นมัธยม” ให้เป็นเทวดาเหมือน กันหมดทุกคน ได้คะแนนกันคนละหลายพันคะแนนเท่าการสร้างเด็กหนุ่มที่ขยันขันแข็ง และสะอาดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เตรียมพร้อมที่จะรับภาระต่างๆ ซึ่งจะมีมาในอนาคต ข้าไม่ต้องการนักเรียนตัวอย่างที่สอบไล่ได้คะแนนขั้นเกียรตินิยมทุกๆ ครั้ง ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้นคือ เยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี และข้าจะไม่โศกเศร้าเลย ถ้าเจ้ามารายงานว่า เด็กคนหนึ่งเขียนหนังสือไม่คล่อง คิดเลขเศษซ้อนไม่เป็น และไมรู้วิชาเรขาคณิตเลย ถ้าข้ารู้ว่าเด็กคนนั้นได้ศึกษาพอที่จะรู้ว่าความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร และขี้แยคืออะไร ข้าไม่อยากได้ยิน “คนฉลาด” บ่นอีกว่า “ปัญญาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” สิ่งที่ข้าต้องการในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงคือ ให้การศึกษาเป็นเครื่องทำให้เด็กเป็นเยาวชนที่น่ารัก และเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่ทำลายบุคลิกภาพเสียหมด โดยบรรทุกหลักสูตรและระบบการต่างๆ ลงไป ข้าต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่งดงาม จนทำให้เด็กที่ออกไปแล้วหวนกลับมาคิดถึงในวันข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ขออย่าเอาโรงเรียนของข้าไปเปรียบกับโรงเรียนอื่น เพราะมีจุดหมายต่างกัน ถ้าข้าอยากจะได้โรงเรียนธรรมดาเพียงหลังหนึ่ง สร้างเป็นโรงเรียนไปมาจะไม่ดีกว่าหรือ จะสร้างโรงเรียนกินนอนขึ้นมาทำไม

 

          ที่ข้ากล่าวมานี้จะเข้ากันได้กับระบบการศึกษาของเจ้าหรือไม่ก็ตาม ถ้าเข้ากันได้ข้าก็ดีใจ แต่ถ้าเข้ากันไม่ได้ ก็ขอให้วิธีการของข้าได้รับการพิจารณาดำเนินการโดยยุติธรรมด้วย อย่าพยายามบังคับให้ครูของข้าทำตามข้อไขของเจ้า ให้ทำตามข้อไขของข้าเถิด เพราะกีฬาประเภทนี้ข้าคิดให้เขาเล่น และตัวข้าเองจะเป็นผู้ให้ถ้วยรางวัล

 

 

พระบรมนามาภิไธย

 

 

 

          ความในตอนท้ายของพระราชบันทึกดังกล่าวทรงระบุไว้ชัดว่า "ขออย่าเอาโรงเรียนของข้าไปเปรียบกับโรงเรียนอื่น เพราะมีจุดหมายต่างกัน ถ้าข้าอยากจะได้โรงเรียนธรรมดาเพียงหลังหนึ่ง สร้างเป็นโรงเรียนไปมาจะไม่ดีกว่าหรือ จะสร้างโรงเรียนกินนอนขึ้นมาทำไม" ย่อมชี้ชัดว่า พระราชบันทึกนี้ทรงมุ่งหมายให้เสนาบดี และปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการได้ทราบถึงพระบรมราโชบายในการจัดการศึกษาในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นแทนพระอารามหลวง และมีพระราชประสงค์ที่จะใช้โรงเรียนนี้เป็นสถานที่ทดลองจัดการศึกษาตามแนวพระราชดำริที่ไม่เหมือนกับแนวทางจัดการศึกษาของกระทรวงธรรมการ

 

          แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนตะขิดตะขวงใจเป็นอย่างยิ่งจนต้องนำมาบันทึกไว้ในที่นี้คือ ทั้งครูและนักเรียนในโรงเรียนใหญ่แห่งนั้นต่างก็เชื่อกันโดยสนิทใจว่า พระราชบันทึกนั้นพระบทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้แก่สถาบันการศึกษานั้นตั้งแต่ครั้งยังเป็นโรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑล ทั้งยังเชื่อกันโดยสุจริตอีกว่า พระราชบันทึกนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ซ้ำร้ายบรรดานักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยเองยังพลอยไปคัดลอกลายพระราชหัตถ์นั้นเผยแพร่ต่อกันมาโดยสำคัญผิดไปว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชบันทึกนั้นไว้ด้วยลายพระราชหัตถ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยิ่งในระยะหลังมีการคัดลอกลายพระราชหัตถ์นี้ไปประดับไว้ที่กองบังคับการค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ความเข้าใจผิดๆ นี้จึงขยายความกลายเป็นว่า พระราชบันทึกนี้คือพระบรมราชปณิธานที่พระราชทานแก่คณะลูกเสือไทยไปเสียอีก.

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้า  |  ๒๑  |  ๒๒  |  ๒๓  |  ๒๔  |  ๒๕  |  ๒๖  |  ๒๗  |  ๒๘  |  ๒๙  |  ๓๐  |  ถัดไป  |

บทความปัจจุบัน | บทความย้อนหลัง : ตอนที่ ๑ - ๒๐ | ๒๑ - ๔๐ | ๔๑ - ๖๐ | ๑ - | ๑ - ๑๐ | ๐๑ - ๑๒ | ๒๑ - ๑๔ |

| ๑๔๑ - ๑๖ | ๖๐ - ๑๘ | ๘๑ - ๒๐๐ | ๒๐๑ - ๒๒ | ๒๒๑ - ๒๔ | ๒๔๑ - ๒๖๐ |