สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระมหานคร ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปทรงศึกษาวิทยาความรู้ ณ ประเทศอังกฤษตั้งแต่พระชนมายุ ๙ ชันษา สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประทับที่พระราชวังสราญรมย์ และต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (วังปารุสกวันในปัจจุบัน)
     ในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระยุพราช เจ้านาย ข้าราชการ ได้นำโอรสและบุตรหลานที่ยังเยาว์ มาถวายตัวเป็นมหาดเล็กตามธรรมเนียมโบราณราชประเพณี ได้ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงไว้และทรง เรียกเด็กเหล่านั้นว่าพวก “หม่อมเจ้าและบุตรข้าราชการ” ทรงรับเป็นพระราชธุระอบรมมหาดเล็กข้าในกรมเหล่านี้ด้วยพระองค์เอง มหาดเล็กข้าหลวงเดิมที่ทรงชุบเลี้ยงไว้ อาทิเช่น ม.จ. ชัชวลิต เกษมสันต์ ม.ล. เฟื้อ (เจ้าพระยารามราฆพ) ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ(พระยาอนิรุศเทวา) นายเชย มัฆวิบูลย์ (พระยาสุนทรพิพิธ) นายโถ สุจริตกุล(พระยาอุดมราชภักดี) เป็นต้น วันหนึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โปรดให้บุตรข้าราชการคนหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่โรงเรียนวัดมหาธาตุอ่านหนังสือถวายให้ทรงสดับ นักเรียนผู้นั้นอ่านไม่ออก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในพระราชวังสราญรมย์ ให้พระยาสุรินทรราชา (นกยูง วิเศษกุล) ราชเลขานุการในพระองค์เป็นอาจารย์ใหญ่ ให้เด็กในพระราชอุปการะวิชาที่สอนมีทั้งวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงธรรมการ และวิชาพิเศษเช่น กฎหมาย การปกครอง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์สากล นอกจากเรียนหนังสือแล้วยังโปรดให้นักเรียนหัดแถวทหาร จำลองการซ้อมรบ และหัดการเล่นโขน ทรงสอนด้วยพระองค์เองในบางครั้ง โรงเรียนในพระราชวังดำเนินตลอดมาตราบจนได้เสด็จเสวยสิริราชสมบัติ
 



    
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งพระราชวงศ์จักรี ทรงตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจอันดับแรกที่สมเด็จพระมหากษัตริย์ทรงกระทำ
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓
     ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกผ่านพ้นไปเพียงเดือนเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระยาไพศาลศิลปสาตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) อธิบดีกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๙ เพื่อรับกระแสพระราชดำริและเรียนพระราชปฏิบัติเรื่อง การวางแนวทางการจัดการศึกษาของชาติในชั้นต้นได้โปรดให้ทดลองจัดการศึกษาตามแนวพระราชดำริพระราชทานแก่มหาดเล็กข้าหลวงเดิม ในโรงเรียนที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้จัดตั้งขึ้นใหม่แทนโรงเรียนในพระราชวังสราญรมย์ เพื่อจะได้แนวทางสำหรับจะทรงมีพระราชวินิจฉัยเรื่องการจัดการศึกษาของชาติต่อไป
ด้วยมีพระราชดำริว่า
   
 “ความเจริญแห่งประเทศบ้านเมืองในสมัยต่อไปนี้ที่จะเป็น ปึกแผ่นแน่นหนาได้แท้จริง ก็ด้วยอาศรัยศิลปวิทยาเป็นที่ตั้งหรือเปนรากเหง้าเค้ามูลจึงมีพระราชประสงค์จะทรงทำนุบำรุงการศึกษาของชาติบ้านเมืองให้รุ่งเรืองทันเขาอื่น”
     ภายหลังจากได้เฝ้าฯ แล้ววันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๙ พระยาไพศาลศิลปสาตร์ จึงได้ดำเนินการจัดการตั้งโรงเรียนสำหรับมหาดเล็กข้าหลวงเดิมขึ้นตามพระบรมราชโองการ โดยใช้ตึกโรงเรียนราชกุมารเก่า ในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ตั้งโรงเรียนชั่วคราว เพื่อให้ทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๑ มกราคม ร.ศ. ๑๒๙ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาครั้งแรกในรัชกาล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามโรงเรียนนี้ว่า “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” ทรงรับโรงเรียนให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์พิเศษส่วนพระองค์ มีสถานะเป็นส่วนราชการขึ้นตรงต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ฝากการบังคับบัญชาไว้กับสภาจางวางมหาดเล็ก ซึ่งมีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาราชการทั้งปวงในกรมมหาดเล็กต่างพระเนตรพระกรรณ ส่วนวิธีการตลอดจนแนวทางในการฝึกอบรมนักเรียนทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรรมการจัดการโรงเรียนรับพระราชดำริมาปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในโรงเรียนนี้ทั้งสิ้น
     พระยาไพศาสศิลปสาตร์ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงได้ทำการเปิดการสอนการเรียนเป็นวันแรกขึ้นวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ที่ตึกเรียนโรงเรียนราชกุมาร มีพระรัตนวราจารย์ เป็นผู้ปกครอง และย้ายครูประกาศนียบัตรของกระทรวงธรรมการ ๓ คนมาสังกัดกรมมหาดเล็ก และให้เป็นครูสอนหนังสือคือ

          ๑. นายสอน ศรเกตุ
          ๒. นายสนั่น สิงหแพทย์
          ๓. นายทองอยู่

และได้ย้ายมหาดเล็กข้าหลวงเดิมซึ่งเรียนอยู่ในโรงเรียนพระราชวังสราญรมย์ จำนวน ๓๖ คน พร้อมกับได้เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่การดำเนินงานของโรงเรียน สภาจางวางกรมมหาดเล็กซึ่งมีหน้าที่ปกครองดูแล ต้องถวายรายงานการดำเนินการของโรงเรียนเป็นประจำทุกเดือนอย่างละเอียด เช่น จำนวนครู นักเรียน ความประพฤตินักเรียน กิจกรรม และการใช้จ่ายเงิน เพื่อให้ทรงทราบความเป็นไป และเพื่อจะได้มีพระราชกระแสในการดำเนินงานให้เป็นไปตามพระราชประสงค์
     นอกจากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เป็นทุนนอนของโรงเรียน โดยได้นำไปฝากไว้กับ แบงก์สยามกัมมาจล
     โรงเรียนมหาดเล็กหลวง นอกจากจะเป็นสถานที่ทรงทดลองการจัดการศึกษาแก่ชาติ ในลักษณะเดียวกันกับการทรงตั้งดุสิตธานีสำหรับทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังเป็นพระราชดำริอย่างใหม่ในการสร้างโรงเรียนแทนวัด ด้วยทรงเล็งเห็นว่าหากทรงสถาปนา “พระอาราม” ขึ้นใหม่นั้น จะเกินความจำเป็นในส่วนทางบำรุงพระพุทธศาสนา สิ่งที่จำเป็นในขณะนั้นคือการให้การศึกษาแก่ราษฎร อันจะนำพาความเจริญมาสู่ชาติในอนาคต โรงเรียนมหาดเล็กหลวงจึงเป็นสถานที่ที่ทรงทดลองการพระราชดำริต่างๆ ด้านการศึกษา เช่นเมื่อมีพระราชดำริตั้งกิจการลูกเสือ หรือทรงกำหนดครุยวิทยฐานะขึ้น ก็โปรดให้ใช้กับโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นแห่งแรก

 



     พระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ ตั้งแต่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และทรงเพียรพยายามมาตลอดรัชกาลก็คือการให้การศึกษาแก่ราษฎรเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาชาติ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น   นับเป็นครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทยที่ได้มีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาในระดับนี้มี สาระสำคัญคือบังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ ๗ ปี บริบูรณ์เรียนหนังสือในโรงเรียนจนกระทั่งอายุ ๑๔ ปีบริบูรณ์
     วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตตลอดระยะเวลา
๑๕ ปี โรงเรียนมหาดเล็กหลวงได้ผลิตบุคลากรที่เป็นประโยชน์แก่ชาติ สมดังพระราชปณิธานขององค์พระผู้พระราชทานกำเนิดมากมายหลายท่าน รวมแล้วมีนักเรียนมหาดเล็กหลวงทั้งสิ้น ๕๕๒ คน นักเรียนเลขประจำตัวสุดท้ายได้แก่ นายชิ้นพร สิงหเสนี วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ และทรงรับเป็นองค์บรมราชูปถัมภ์โรงเรียนมหาดเล็กหลวง แต่ด้วยภายหลังภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ส่งผลกระทบให้ภาวะเศรษฐกิจของไทยฝืดเคือง รัฐบาลจึงต้องพยายามลดงบประมาณประเภทรายจ่ายลง รวมทั้งพระราชทรัพย์รายปีที่ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ถูกตัดทอนลงด้วยสำหรับโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินกิจการโรงเรียนด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นส่วนใหญ่เมื่อต้องตัดทอนรายจ่ายของส่วนพระองค์และของรัฐบาล จึงได้มีการพิจารณาถึงการดำเนินการของโรงเรียนมหาดเล็กหลวงด้วยในชั้นต้น มีพระบรมราชโองการให้โอนโรงเรียนมหาดเล็กหลวง โรงเรียนราชวิทยาลัย ไปสังกัดอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ
    
     เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ และกรรมการจัดการโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ได้กราบบังคมทูลให้รวมโรงเรียนทั้งสองเข้าด้วยกัน โดยให้รัฐบาลอุดหนุน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงศึกษาธิการ  ดำริโครงการสำหรับที่จะจัดการศึกษาให้โอนโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และราชวิทยาลัยมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เชิดชูพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยให้มีทุนของโรงเรียนเอง และมีกรรมการเป็นผู้จัดการโรงเรียน และพระราชทานนามโรงเรียนใหม่ว่า วชิราวุธวิทยาลัย ตามประกาศวางรูปการและพระราชทานนามโรงเรียนมหาดเล็กหลวง เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙

 
   

วชิราวุธวิทยาลัย  197  ถนนราชวิถี  เขตดุสิต  กรุงเทพฯ  10300  โทร. 0-2669-4526-9  โทรสาร. 0-2669-4482